.......ช่วงเวลาที่ผมได้ไปแวะที่องค์พระปฐมเจดีย์เป็นเวลาเย็นพอดี หลังจากกลับจากการอบรมถ่ายภาพ เราเลยมีเวลาเหลือแวะที่นี่อีกนิดหน่อยก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ผมเองไม่เคยมาที่นี่มาก่อนแลย ถึงจะมีเวลาเพียงน้อยนิด แต่การได้ชมความงามและเก็บภาพที่นี่ ถือเป็นความประทับใจของผมอีกอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

       สิ่งก่อ สร้างทางศาสนาหรือทางวัฒนธรรมหลายๆแห่งหากไม่ได้อยู่บนเขาหรือที่สูง เราก็อาจจะต้องเดินหรือขับรถเข้าไปใกล้ๆ แต่สำหรับพระปฐมเจดีย์นี่ ผมสามารถมองเห็นความยิ่งใหญ่มาได้แต่ไกลเชียวครับ ยิ่งประกอบกับแสงสีทองยามเย็นใกล้ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ยิ่งทำให้สีทองดูอร่ามตาโดดเด่นสวยงามมากกว่าเดิม




มาถึงแล้วครับ พระปฐมเจดีย์ ย่ิงใหญ่สมกับที่เป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยจริงๆครับ




ทางเดินขึ้นสู่องค์เจดีย์ครับ สูงหน่อยแต่ไม่ชันเกินไปสำหรับผู้สูงอายุครับ ^^




ระหว่างทางเดินขึ้นก็มีรูปพญานาคอยู่ราวบันไดครับ ไม่รู้ว่าเป็นพญานาคมุจลินท์เหมือนที่อื่นหรือเปล่านะครับ




อย่าพึ่งเหนื่อยกันนะครับ อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว


    ไหนๆ ก็มาถึงพระปฐมเจดีย์แล้ว จะไม่พูดถึงประวัติเลยก็กระไรอยู่ก็ขอเล่าแบบย่อๆแล้วกันนะครับ "พระปฐมเจดีย์" นั้นเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยดังที่ได้กล่าวมา แต่ที่นี่นั้นไม่ได้มีความสำคัญแค่เพียงความใหญ่โตขององค์เจดีย์เท่านั้น เพราะความเก่าแก่ของเจดีย์นี้ก็ใช่ย่อย แต่หลักฐานการสร้างที่ชัดเจนว่าสร้างในสมัยใดนั้นก็ไม่มี ในเว็บไซต์ http://www.heritage.thaigov.net ได้กล่าวเกี่ยวกับอายุและเวลาที่สร้างว่า "จากเอกสารเก่าที่บันทึกเรื่องนี้ไว้มีประวัติว่า พระปฐมเจดีย์ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๕๐๐  ก็มี พ.ศ. ๑๐๐๐  ก็มี พ.ศ. ๑๑๘๕ ก็มี พ.ศ. ๑๒๖๔  ก็มี พ.ศ. ๑๖๓๐ ก็มี ความสูง ๔๐ วา ๕ ศอก  มีพระแท่นบรรทม ที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาบรรทม บรรจุพระทันตธาตุ  คือ พระเขี้ยวแก้ว  องค์หนึ่ง  บรรจุพระบรมธาตุ  หนึ่งทะนาน มีปรากฎก่อนพบพระพุทธบาท พระพุทธฉาย กว่าพันปี" และนั่นเองจึงไม่มีหลักฐานยืนยันว่าพระปฐมเจดีย์ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยใดครับ




สิ่งแรกที่เราจะได้กราบนมัสการก่อนเมื่อขึ้นไปถึงคือองค์พระป่าเลไลย์ด้านหน้าองค์เจดีย์ใหญ่ที่อยู่ด้านในครับ




หลังกราบนมัสการแล้ว ผมก็เดินอยู่ตรงทางเดินรอบนอกครับ รอบๆนั้นก็มีพระพุทธรูปวางเรียงรายอยู่ล้อมรอบเจดีย์ครับ




เมื่อ เดินเข้าไปด้านในก็จะพบเจดีย์ขนาดใหญ่ทรงกลมอยู่ตรงกลางที่เราดรียกว่าพระ ปฐมเจดีย์นั่นเองครับ ยิ่งต้องแดดยามเย็นยิ่งสะท้อนความสวยงามออกมา


     เรื่อง ของพระปฐมเจดีย์นั้นไม่ได้มีแค่เรื่องของความเก่าแก่เท่านั้น แต่ยังมีตำนานความเชื่อในทางศาสนาพุทธอีกด้วย นั่นคือ ณ สถานที่แห่งนี้ องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เดินทางมายังที่แห่งนี้เพื่อโปรดเหล่าสรรพสัตว์ และในคืนนั้นก็ได้บรรทมอยู่ที่นี่นั่นเอง นี่จึงเป็นที่มาของอีกชื่อหนึ่งของพระปฐมเจดีย์ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "พระปทม" ครับ แต่เดิมนั้นด้วยเวลาที่ผ่านมายาวนาน องค์เจดีย์จึงเริ่มมีการผุพังไปตามกาล จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ทรง ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ทำการบูรณะซ่อมแซมพระปฐมเจดีย์แห่งนี้ เราจึงได้มีโอกาสได้เห็นองค์เจดีย์ที่สวยงามรวมทั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ครับ




ทาง เดินด้านในครับ ตอนนี้ได้ยินเสียงพระทำวัตรเย็นแล้ว ตอนนี้ก็มีเจ้าหน้าที่มาไล่นักท่องเที่ยวแล้วครับ ผมเลยไม่ได้ขึ้นไปถ่ายภาพด้านบนขององค์เจดีย์ครับวันนี้




ผมยังไม่ยอมออกง่ายๆครับ ก่อนจะออกไปขอถ่ายรูปอีกนิดก่อน




ออกมาด้านนอกแล้วเลยเก็บแสงงามๆที่ลอดผ่านต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้าซะหน่อย




อย่าง หนึ่งที่เตะตาผมจนอดจะกดชัทเตอร์ไม่ได้คือ "ต้นโพธิ์พุทธคยา" ที่มีใบเป็นสีแดงส้มทั้งต้น ประกอบกับยามเย็นใบโพธิ์ทุกใบจึงสะท้อนความงามออกมาอย่างเต็มที่ครับ ต้นโพธิ์ทั้ง 5 ต้นที่อยู่ที่นี่ ดร.ยอห์น สไคว์ เป็นคนนำเมล็ดจากพุทธคยามาถวายแก่รัชกาลที่ 4 ครับ




ขอกระโดดเข้าไปถ่ายองค์เจดีย์อีกมุมนึงก่อนกลับออกมาครับ..




กลับมาที่ลานจอดรถเตรียมจะกลับแล้วครับ..


    ใน วันนี้ผมได้ภาพสวยๆกลับมาอีก สิ่งที่มากับภาพไม่ได้มีแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีศรัทธาและความเชื่อในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้าของชาวพุทธที่ร่วมกัน สร้างสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่นี้ขึ้นมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลครับ.......




.....โพธิ์พุทธคยา....

.
สนใจอ่านเรื่องอื่นๆ เชิญได้ที่เว็บผมนะครับ http://www.barekadindern.com ครับผม